เขานาคเกิด
ชมวิวกันที่เขานาคเกิด อันเขานาคเกิดนี้ กรมป่าไม้เค้าจัดให้เป็น หนึ่งในป่าสงวนแห่งชาติของภูเก็ต (ประเภทป่าบก) จากที่มีทั้งหมด 16 ป่า แยกเป็นป่าบก 9 แห่ง และป่าชายเลน 7 แห่ง ลักษณะทั่วไปป่าสงวนแห่งชาติเขานากเกิด ตามคำจำกัดความ ของกรมป่าไม้ คือ ป่าเขตร้อนชื้น ค่อนข้างรก ด้านล่างมีไม้เล็กๆ รกทึบ ซึ่งส่วนใหญ่ป่าแบบนี้ จะอยู่แถบภูเขา หุบเขา (ในภูเก็ตก็จะมีแถบเขาพระแทว เขานาคเกิด และเขาบางคู)
เขานาคเกิด นอกจากจะโด่งดัง เป็นที่รู้จักจากเรื่องราวของ สปก. แล้ว ก็ยังเป็นที่รู้จักกันด้านที่เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาอีกด้วย (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) หลังจากได้ไปค้นคว้าข้อมูลมาพอสมควร สามารถสรุปเรื่องราวได้ว่า แต่เดิมในสมัยสุวรรณภูมิอันรุ่งเรือง (ตรงกับพุทธพรรษาที่ 44 พรรษา) แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบัน ชาวภูเก็ตได้ส่งตัวแทน ไปอัญเชิญเสด็จพุทธองค์ มาโปรดชาวเมือง เมื่อพระองค์เสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่แรกที่เสด็จก็คือ บริเวณเกาะแก้วพิสดาร (อยู่บริเวณแหลมพรหมเทพ) ได้ทรงแนะนำข้อธรรม แก่ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงขอให้พระองค์ ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ เป็นเครื่องสักการบูชาที่ริมน้ำ และที่สันเกาะบนก้อนหินใหญ่อีก 1 คู่ ขนาดเท่าครึ่งของคนปกติ แล้วเรียกขานต่อๆ มาว่า รอยพระพุทธบาทเกาะแก้วพิสดาร เมื่อขึ้นมาโปรดสัตว์ ที่ริมหาดแผ่นดินใหญ่ ชาวบ้านจึงกราบทูล ขอรอยพระหัตถ์ไว้อีก 1 รอย แถวนั้นจึงเรียกกันว่า เราไหว้ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่กราบไหว้พระพุทธเจ้า และรอยพระหัตถ์ ต่อมาเมื่อกาลเวลาผ่านไป คนลืมรอยพระหัตถ์ไปแล้ว ประกอบกับสำเนียงพื้นเดิมเปลี่ยนไป คำว่า เราไหว้ จึงสั้นลง คือ สระ -เ หายไปเหลือแต่ รา และ พยัญชนะ ห หายไปเหลือแต่ ไว กลายเป็น ราไวย์ หรือหาดราไวย์ ในปัจจุบัน
ต่อมาพุทธองค์ ได้เสด็จตามคำเชิญของเทวดาและนาค (บางคนก็ว่านาคผัวเมีย) จากริมหาดราไวย์ มาโปรดบนยอดเขา โดยประทับที่โขดหินใหญ่บนยอดเขานั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนพระธรรม แก่เหล่าเทวดาและนาค จนเข้าใจในพระธรรมไปเกิดจุติในสรวงสวรรค์ ที่บารมีธรรมสูงขึ้น มีรัศมีกายสว่างไสว ดังดอกไม้ไฟที่พุ่งสู่ท้องฟ้า ชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้บริเวณนั้น ได้เห็นปรากฏการณ์แห่งจิตวิญญาณนั้น (ดั่งบ้องไฟพญานาคที่ จ.หนองคาย) จึงขนานนามยอดเขานั้นว่า นาคเกิด ส่วนเหล่านาคที่ยังไม่เข้าสู่ เทวธรรมชั้นสูง ก็ได้ทูลขอรอยพระบาท แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อสักการบูชาแก่ต่อไป ได้แก่ รอยประทับนั่งของพระพุทธองค์ รอยพระหัตถ์ และรอยพระพุทธบาท
เขานาคเกิดนี้ เป็นยอดเขาที่สูงมาก และน่าจะสูงที่สุดในภูเก็ต ตั้งอยู่ในเขตติดต่อกัน ระหว่างตำบลกะรน และตำบลฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต แต่ทางขึ้น หากไปทางตำบลฉลอง จะสะดวกและง่ายดายกว่า โดยไปตามเส้นทางในซอยยอด เสน่ห์ (หมู่ 10 ) ระยะทางจากปากซอย ถึงยอดเขาก็ประมาณ 6 กม.เส้นทางในช่วงแรกนั้น ลาดยางอย่างดี ถึงแม้ถนนจะแคบไปบ้าง เพราะเป็นถนนในหมู่บ้าน แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็กลายเป็นถนนลูกรังธรรมดา หากใครกลัวหลงทาง ก็ให้ขับตามธงธรรมจักรไป เพราะเค้าจะมีการปักธง บอกทางเป็นระยะๆ (ไม่ทราบว่าทางอบต. หรือทางกรรมการฯ) ระหว่างทางบรรยากาศรอบๆ ร่มเย็นและร่มรื่นมากเลย เพราะสองข้างทาง เต็มไปด้วยต้นไม้ และสวนของชาวบ้าน ขับรถมาประมาณ 15-20 นาที ก็จะมาถึงยอดเขา บนยอดเขาเค้าได้จัดสร้างอาคารชั่วคราว และประดิษฐาน พระพุทธรูปปางต่างๆ เจ้าแม่กวนอิม พระรูปของพระเจ้าตากสิน รัชกาลที่ 5 พระองค์เจ้ากรมหลวงชุมพรฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ สำหรับให้ผู้มาเยือนได้สักการะ โดยจะมีโต๊ะบริจาค สำหรับทอนแผ่นทอง และทำบุญตามจิตศรัทธา เพื่อที่จะนำแผ่นทอง และปัจจัยที่ได้ ไปจัดสร้างองค์พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี
เมื่อพูดถึงการสร้างองค์พระ ก็คงต้องกล่าวถึง รายละเอียดในการจัดสร้าง เพิ่มเติมสักเล็กน้อย (ประดับความรู้) พระที่จะสร้างบนยอดเขานี้ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งพูดได้ว่าใหญ่ที่สุด ของภูเก็ตเลยทีเดียว ทางคณะกรรมการจัดสร้าง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐบาล ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธา ได้สร้างเพื่อให้เป็น พระพุทธรูปประจำเมืองภูเก็ต นามว่า " พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี" ( หน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
อ๊ามปุดจ้อ
คำว่า "อ๊าม" เป็นคำที่ชาวภูเก็ตนิยมเรียกกัน หมายความว่าศาลเจ้า ส่วนคำว่าปุดจ้อ นั้นหมายถึงเจ้าแม่กวนอิม ดังนั้นอ๊ามปุดจ้อที่พูดถึง ก็คือศาลเจ้าแม่กวนอิม นั่นเอง
ที่ภูเก็ตมีศาลเจ้าแม่กวนอิมอยู่หลายแห่งด้วยกัน เพราะชาวภูเก็ต นิยมนับถือเจ้าแม่กวนอิมกันมาก เนื่องจากเชื่อว่าท่านเป็นเทพแห่งความเมตตา กรุณา และความกตัญญู ผู้ที่เคารพสักการะท่าน ก็จะพบกับความสุขความเจริญ
ด้านหน้ามุขของตัวอ๊าม เค้าจัดเป็นโต๊ะสำหรับไหว้เทวดา มีกระถางธูปและตะเกียงน้ำมันไว้ให้เติมกัน ด้านข้างก็มีม้าหินไว้ให้คนเฒ่าคนแก่นั่งพัก และอีกด้านหนึ่ง ก็จะมีตะกร้าใส่จานชาม ซึ่งทางอ๊ามเค้าเตรียมไว้ สำหรับให้ผู้ที่มาทำบุญใส่ของไหว้ (เอาไปตั้งหน้าพระ)
เมื่อเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่มากระทบโสตสัมผัส นอกจากกลิ่นธูปแล้วก็คือ เสียงเพลงสวดมนต์ภาษาจีน ที่เค้าเปิดเทปไว้ตลอดเวลา เมื่อมองไปรอบๆ ก็จะเห็นโต๊ะตั้งเรียงกันอยู่ เป็นที่ประดิษฐานรูปจำลอง ของเจ้าแม่กวนอิมปางต่างๆ และรูปจำลอง ของเทพเจ้าอื่นๆ มีทั้ง เจ้าแม่ทับทิม เทพเจ้ากวนอู เทพฮก ลก ซิ่ว ฯลฯ โดยแต่ละตำแหน่ง ที่วางรูปจำลอง ทางอ๊ามจะติดหมายเลขไว้ ตามลำดับชั้นของเทพ เพื่อให้ผู้ที่มากราบไหว้ ได้ทราบว่า ควรที่จะกราบไหว้โต๊ะไหน ก่อนหลังอย่างไร
สำหรับของที่นำไปไหว้เจ้านั้น ประกอบด้วย กระดาษเงินกระดาษทอง ธูป-เทียน น้ำชา และผลไม้ (นิยมนำผลไม้ ที่มีชื่อเป็นมงคลไปไหว้) ซึ่งวันนี้ได้นำ ส้ม สับปะรด และแอปเปิ้ล มา เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลไม้มงคล (โดยเฉพาะส้ม และสับปะรด) สำหรับส้มนั้น ภาษาจีนเรียกว่า "ก้าม" แปลว่าขอบคุณ หมายถึงการแสดงความกตัญญู ต่อเทพเจ้า (ซึ่งจะส่งผลดีกับตัวเราเอง) ส่วนสับปะรดภาษาจีนเรียกว่า "อ่องหลาย" ซึ่งแปลว่า โชคดี หรือโชคมา แต่บางคนก็บอกว่า สับปะรดเป็นราชา (อ๋อง) ของบรรดาผลไม้ต่างๆ (ซึ่งไม่ว่าความหมายไหน ก็ดีด้วยกันทั้งนั้น) และสุดท้ายแอปเปิ้ล ที่นำไปไหว้ด้วยเนื่องจากคิดว่า เป็นผลไม้สีแดง น่าจะนำความโชคดีมาให้ (อันนี้คิดเอาเอง)
เมื่อไปถึงก็จัดแจงเอาผลไม้ใส่จาน ที่ทางอ๊ามมีเตรียมไว้ให้ แล้วนำไปตั้งยังโต๊ะบูชาต่างๆ ต่อจากนั้นก็นำน้ำชา ที่เตรียมมา รินใส่แก้วชาที่หน้าโต๊ะบูชา เมื่อตั้งของไหว้เรียบร้อยแล้ว ก็จุดธูป-เทียน ไหว้เทพเจ้า ตามลำดับตัวเลขที่ติดไว้หน้าโต๊ะ และเมื่อเสร็จแล้ว ก็รอเวลาประมาณหนึ่งก้านธูป ถึงจะทำพิธีการอย่างอื่นต่อได้
นั่งรอกันไม่กี่อึดใจ (ธูปหมด) ก็ถึงเวลานำกระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมมา ไปเผาที่กระถางสำหรับเผากระดาษ เมื่อเผากระดาษเสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
|